เปิดตัวอะไร
- Copilot Fusion เปิดให้ใช้ทั่วไปแล้วเมื่อ 28 ต.ค. 2026 ในงานประจำปี Universe
- กดเลือก Fusion ในช่องเลือกโมเดล แล้วตั้งแค่ระดับความพยายาม ระบบจะตัดสินเองว่าแต่ละคำสั่งใช้โมเดลไหน
- มี 3 ระดับ คือ Standard สำหรับงานโค้ดทั่วไป High สำหรับงานยาก และ Max สำหรับงานหนักสุด
- ทำงานได้ 3 แบบ คือตอบด้วยโมเดลเดียว ให้รุ่นเล็กร่างก่อนแล้วส่งต่อรุ่นใหญ่ถ้าตรวจแล้วไม่ผ่าน หรือให้โมเดลหนึ่งร่าง อีกโมเดลตรวจ แล้วกลับไปแก้
- เป็นการรวมโครงการทดลอง HydraFusion เข้ากับระบบเลือกโมเดลอัตโนมัติที่มีอยู่เดิม
ตัวเลขที่บริษัทอ้าง
- บนกระดานทดสอบเอเจนต์เขียนโค้ดของ Artificial Analysis ระดับ Max ได้ 60 คะแนน
- ห่างจากคะแนนของ Claude Code ไม่เกิน 2 คะแนน
- ฝั่งนั้นใช้โมเดล Opus 5.5 ที่ระดับสูงสุด
- จ่ายค่าโมเดลเฉลี่ยราวครึ่งเดียวต่องาน ใช้โทเคนราวครึ่งหนึ่ง และใช้เวลาน้อยกว่าราว 40%
- ตัวเลขชุดนี้บริษัทเป็นคนประกาศเอง โดยอ้างผลจากกระดานทดสอบอิสระ
- วิศวกรของ AT&T บอกว่าใช้ระดับ Standard แล้วเปลืองโทเคนน้อยลง เพราะไม่ต้องคอยสลับรุ่นเอง

คิดเงินยังไง
- คิดตามโมเดลที่ระบบเลือกใช้จริง ในราคาปกติของแต่ละโมเดล
- ช่วงแรกผู้ใช้แผนเสียเงินได้ส่วนลดค่าโมเดล 30% เมื่อเลือก Fusion
- ใช้ได้ทุกแผน ทั้งใน VS Code และ JetBrains
- รวมถึงแอปของ Copilot และหน้าคอมมานด์ไลน์
- ผู้ดูแลองค์กรกำหนดได้ว่าให้ระบบหยิบโมเดลไหนได้บ้าง และตั้งเป็นค่าเริ่มต้นให้ทั้งทีมได้
- รุ่นทดลองที่ให้สลับไปใช้โมเดลบนเครื่องตัวเองก็เปิดแล้ว เช่น MAI Code 1.1 Flash บนวินโดวส์
ขายแบบใหม่ให้องค์กร
- ลูกค้า GitHub Enterprise ได้ใช้ Copilot ทุกคนที่มีไลเซนส์ ไม่ต้องซื้อที่นั่งแยก
- จ่ายตามเครดิตเอไอที่ใช้จริง หักจากงบองค์กรตั้งแต่คำขอแรก
- ตอนนี้เปิดเฉพาะลูกค้าที่คุยผ่านทีมขาย ส่วนลูกค้าที่ซื้อเองจะทยอยเปิดภายหลัง
- คนในองค์กรที่ไม่มีไลเซนส์นี้ ซื้อแบบแยกได้ที่ 10 ดอลลาร์ต่อคนต่อเดือน
- แผน Business กับ Enterprise แบบเดิมยังขายต่อตามปกติ
สรุป
คนใช้ผู้ช่วยเขียนโค้ดไม่ต้องเดาเองแล้วว่างานนี้ควรใช้โมเดลแพงหรือถูก ระบบเลือกให้และยังได้ส่วนลดช่วงแรก คำถามที่เหลือคือคะแนนที่บริษัทอ้างจะออกมาดีแบบนั้นในงานจริงของแต่ละทีมหรือเปล่า
แหล่ง: GitHub · 28 ต.ค. 2026
