เกิดอะไรขึ้น
- Bloomberg รายงานข่าวนี้เมื่อ 19 ต.ค. 2026 ราว 18:00 น. ตามเวลาไทย พร้อมบทสัมภาษณ์จิม เคลเลอร์
- ผู้นำรอบนี้คือ Trace Capital กองทุนน้องใหม่ที่เพิ่งตั้งในปีนี้ โดยมี Innovation X ร่วมนำด้วย
- ผู้ร่วมลงทุนรายอื่นมีทั้ง Sandisk ผู้ผลิตหน่วยความจำ และกองทุนรายใหญ่อย่าง T. Rowe Price
- แขนลงทุนของ Tether บริษัทผู้ออกเหรียญดิจิทัล ก็ร่วมลงเงินด้วย
- ฝั่งบริษัทซอฟต์แวร์ออกแบบชิปอย่าง Cadence ก็ลงเงินผ่านแขนลงทุนของตัวเองด้วย
- นักลงทุนเดิมอย่าง Ark Invest และ Fidelity ก็ใส่เงินเพิ่มในรอบนี้ด้วย
- รอบก่อนหน้าคือ Series D เมื่อปลายปี 2024 ที่ได้เงินราว 700 ล้านดอลลาร์ มูลค่าบริษัทตอนนั้นราว 2,600 ล้านดอลลาร์
มูลค่าโตแค่ไหน
- จาก 2,600 ล้านขึ้นมาเป็น 6,200 ล้านดอลลาร์ เท่ากับโตราว 2.4 เท่าในเวลาไม่ถึงสองปี
- เงินก้อนนี้มากกว่ารอบ Series D ราวสองเท่า และเป็นรอบที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทเท่าที่มีการเปิดเผย
- ก่อนข่าวนี้ออก เอกสารแจ้งก.ล.ต.สหรัฐฯ ของ Tenstorrent เมื่อ 9 ก.ย. ระบุว่าขายหุ้นไปแล้วราว 1,290 ล้านดอลลาร์ แต่ไม่ได้บอกมูลค่าบริษัทหรือชื่อนักลงทุน

ทำไมเลือกระดมทุนแทนการขาย
- ต้นปีนี้ Tenstorrent เคยคุยกับ Intel และ Qualcomm เรื่องการขายกิจการ ไปพร้อมกับการหาเงินทุนใหม่ แต่สุดท้ายเลือกเดินต่อเอง
- เคลเลอร์เล่าว่าจุดเปลี่ยนคือการสาธิตเมื่อเดือน พ.ค. ที่ใช้เซิร์ฟเวอร์ Galaxy ของบริษัทรันโมเดลประสิทธิภาพสูงของ DeepSeek ได้
- เขาบอกว่าพอบริษัทพิสูจน์ประสิทธิภาพได้และเริ่มส่งของจริง นักลงทุนก็เข้ามาเอง และเขามองว่าการโตต่อเองคือผลตอบแทนที่ดีที่สุดสำหรับทั้งนักลงทุนและพนักงาน
Tenstorrent ทำอะไร
- ออกแบบชิปที่ปรับให้เหมาะกับงานเอไอเฉพาะทาง และขายทั้งชิป ระบบเซิร์ฟเวอร์ และซอฟต์แวร์ครบชุด
- วางตัวเป็นทางเลือกแทน NVIDIA, AMD และ Broadcom โดยเคลเลอร์บอกว่าบริษัทขายถูกกว่า และยอมรับออเดอร์เล็กที่เจ้าใหญ่อาจไม่สนใจ
- ก่อตั้งในปี 2016 โดยอดีตวิศวกร AMD สามคน ตอนนี้มีพนักงานราว 1,150 คน
- เคลเลอร์เป็นที่รู้จักจากการออกแบบชิปให้ AMD, Apple และ Tesla มาก่อน
แผนต่อจากนี้
- เคลเลอร์บอกว่าจะโตแบบค่อยเป็นค่อยไป เขาเปรียบว่าถ้าอยากเป็นบริษัท 10,000 ล้านดอลลาร์ ก็ต้องเริ่มจาก 10 ล้าน 100 ล้าน แล้วค่อย 500 ล้าน
- บริษัทยังไม่เปิดเผยรายได้ และยังไม่ได้บอกว่าจะใช้เงินก้อนใหม่ทำอะไรเป็นตัวเลขชัดเจน
อย่าเข้าใจผิด
- 6,200 ล้านดอลลาร์คือมูลค่าที่นักลงทุนตีให้ในรอบนี้ ไม่ใช่รายได้หรือยอดขายของบริษัท
- ข่าวนี้มาจากรายงานของ Bloomberg และบทสัมภาษณ์ซีอีโอ ขณะเขียน Tenstorrent ยังไม่ได้ออกแถลงข่าวบนเว็บของตัวเอง
- การคุยกับ Intel และ Qualcomm เป็นเรื่องเมื่อต้นปี ไม่ได้มีดีลซื้อกิจการเกิดขึ้นจริง
สรุป
ในวันที่ตลาดกำลังถามว่าเงินที่ทุ่มให้เอไอจะคุ้มไหม Tenstorrent กลับได้เงินก้อนใหญ่ที่สุดของบริษัท และเลือกสู้ต่อเองแทนการขายให้ยักษ์ชิป สิ่งที่ต้องจับตาต่อคือบริษัทจะเปลี่ยนเงินก้อนนี้เป็นยอดขายจริงได้เร็วแค่ไหน ในตลาดที่ NVIDIA ยังครองเกือบทั้งหมด
แหล่ง: Bloomberg · SEC · 19 ต.ค. 2026
