เกิดอะไรขึ้น
- Masad พูดเรื่องนี้บนเวที TechCrunch Disrupt เมื่อ 16 ต.ค. 2026 ตามเวลาสหรัฐฯ และ TechCrunch ลงข่าวราวตีสี่ของวันที่ 17 ต.ค. ตามเวลาไทย
- เขาบอกว่าตัดสินใจจากหลายเหตุผล ทั้งเรื่องต้นทุน เงื่อนไขการเป็นพาร์ตเนอร์ และประสิทธิภาพของโมเดล
- เขาพูดตรง ๆ ว่า "ผมคิดว่าตอนนี้ ChatGPT ดีกว่า"
- Replit ประกาศเป็นพาร์ตเนอร์กับ OpenAI ไปตั้งแต่เดือนสิงหาคม แต่ตอนนั้นไม่เคยบอกว่าจะเลิกใช้ Anthropic
ทำไม Replit ถึงเลือก OpenAI
- Masad บอกว่า Replit มีชุดทดสอบภายในไว้วัดว่าโมเดลไหนสร้างแอปได้ดี และมีชุดทดสอบที่เปิดให้คนนอกดูด้วย
- ผลออกมาว่าโมเดล Sol กับ Astra ของ OpenAI ทำได้ดีกว่าอย่างต่อเนื่อง
- งานที่วัดคือการสร้างแอปใหม่ตั้งแต่ศูนย์ ด้วยการบอกเล่าสิ่งที่อยากได้ให้เอไอเขียนโค้ดให้
- เขาสรุปว่า สำหรับตอนนี้ OpenAI เป็นพาร์ตเนอร์ที่เหมาะกว่า
ทำไมเรื่องนี้ถึงน่าสนใจ
- Replit เคยใช้โมเดล Claude ของ Anthropic เป็นเครื่องยนต์หลักของแพลตฟอร์ม และดีลนี้ถูกมองว่าช่วยให้รายได้ของ Replit โตขึ้นมาก
- ลูกค้าสายเขียนโค้ดเป็นฐานรายได้สำคัญของ Anthropic การที่แพลตฟอร์มดังออกมาพูดว่าย้ายค่าย จึงเป็นสัญญาณว่าการแข่งขันเรื่องราคาและฝีมือเขียนโค้ดระหว่างสองค่ายดุเดือดขึ้น
- Masad ยังเผยว่า ปีที่แล้วรายได้จากลูกค้าองค์กรมีแค่ราว 2% แต่ปีนี้ขึ้นมาเป็นราว 15% และรายได้กว่าครึ่งมาจากลูกค้าธุรกิจ

อย่าเข้าใจผิด
- คนที่รู้เรื่องดีลระหว่าง Anthropic กับ Replit คนหนึ่งบอก TechCrunch ว่าความร่วมมือยังมีอยู่ ไม่ได้จบแล้วอย่างที่ซีอีโอพูด
- บทความในเว็บของ Replit เมื่อเดือนกันยายนยังระบุชื่อโมเดล Claude ว่าใช้งานอยู่ในระบบ Replit Agent
- ทั้ง Replit และ Anthropic ยังไม่ได้ออกแถลงการณ์เป็นลายลักษณ์อักษร และ Masad ไม่ได้บอกว่าเลิกใช้ตั้งแต่เมื่อไร
- Replit ยังไม่เปิดตัวเลขรายได้ต่อปี และไม่ได้บอกว่าประหยัดต้นทุนได้เท่าไร
สรุป
ซีอีโอ Replit ประกาศชัดว่าเลือก OpenAI เพราะต้นทุนต่ำกว่าและทำคะแนนดีกว่าในงานสร้างแอป แต่ยังมีเสียงแย้งว่าดีลกับ Anthropic ยังไม่จบ ต้องรอดูว่าบริษัทจะออกมายืนยันอย่างเป็นทางการหรือไม่
แหล่ง: TechCrunch (TechCrunch Disrupt 2026) · 16 ต.ค. 2026
