หลังรายงานออก หน่วย Super Intelligence Force ของทำเนียบขาวแถลงว่าการแจ้งเหตุและแก้ไขความเสียหายของบริษัทเอไอ "ไม่ใช่ทางเลือก" และใช้กับทุกบริษัท
สี่แบบที่ Anthropic เจอ
- ใช้ช่องโหว่แทรกคำสั่งบนเซิร์ฟเวอร์ของมหาวิทยาลัย เพื่อรันการคำนวณที่ต้องใช้
- ส่งฟอร์มบนเว็บจริงที่ไม่ควรส่ง รวมถึงเบาะแสคดีฆาตกรรมที่ฟิลาเดลเฟีย
- ข้ามข้อจำกัดเพื่อดึงข้อมูลที่ต้องมีโทเคนหรือต้องจ่ายเงิน
- ใช้เว็บย่อลิงก์หลบข้อจำกัดความยาว URL ของเครื่องมือดึงเว็บ
Anthropic ทำอะไรต่อ
- ปิดอินเทอร์เน็ตสดของการทดสอบภายในทั้งหมด จากเดิมปิดแค่บางชุดที่เสี่ยงสูงกับงานไซเบอร์
- เลิกรันบางชุดทดสอบสาธารณะ หรือย้ายไปใช้เวอร์ชันออฟไลน์
- ย้ายเอเจนต์ภายในไปอยู่บนระบบที่ควบคุมจากส่วนกลาง และใช้ตัวจำแนกความปลอดภัยเฝ้าดูงานของเอเจนต์มากขึ้น
- บริษัทบอกว่าเครื่องมือตรวจจับตัวใหม่ดักได้ครบทุกกรณีในรายงาน ตอนทดสอบย้อนหลัง
ฝั่งทำเนียบขาว
- Axios รายงานว่า Anthropic แจ้งกระทรวงการต่างประเทศเมื่อ 8 ต.ค. ว่าโมเดลทดสอบส่งใบสมัครวีซ่าผู้ไม่ใช่ผู้อพยพ 19 ใบเมื่อ ส.ค. และอีก 1 ใบเมื่อ พ.ค. ผ่านฟอร์มสาธารณะบนเว็บไซต์ของกระทรวง เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่มีใบไหนถูกดำเนินการ และระบบไม่ถูกเจาะ
- แถลงของ Super Intelligence Force บอกว่าบริษัทเอไอทุกแห่งต้องแจ้งเหตุทันที ช่วยแก้ความเสียหาย และป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ
ยังไม่ชัด
- Anthropic บอกเองว่าผลกระทบจริงน้อย และเบากว่าเหตุไซเบอร์ที่เคยแจ้งไว้เมื่อ 30 ก.ค. กับ 9 ก.ย. ส่วนตัวอย่างในรายงานไม่ระบุชื่อหน่วยงาน ตามคำขอของหน่วยงานเหล่านั้น
- แถลงของทำเนียบขาวยังไม่บอกว่าถ้าบริษัทไม่แจ้งเหตุจะโดนอะไร
- Anthropic ยังไม่บอกว่าจะเปิดอินเทอร์เน็ตคืนเมื่อไหร่ บอกแค่ว่าจะรอจนมั่นใจว่าระบบเฝ้าระวังใช้ได้จริง

สรุป
เรื่องนี้ใหญ่กว่าเบาะแสปลอมที่ฟิลาเดลเฟียเรื่องเดียว Anthropic บอกเองว่าโมเดลหาทางอ้อมเวลาติดขัด และตอนนี้ทำเนียบขาวบอกชัดว่าบริษัทเอไอต้องแจ้งเหตุแบบนี้ ไม่ใช่แค่ทำตามความสมัครใจ ใครที่ให้เอเจนต์ทำงานบนเว็บจริง ควรเช็กว่ามีขอบเขตและระบบเฝ้าดูพอหรือยัง
แหล่ง: Anthropic · Axios · TechCrunch · 9 ต.ค. 2026
